ดอกม้ากับฝาวัด

ดอกฟ้ากับหมาวัด 

ผมว่า มันคงใกล้ๆกัน

หลังจากที่ได้รู้จักกับเพื่อนรุ่นพี่คนนั้น

หัวใจผมเริ่มเริงร่า

เหมือนเจอคนที่คุยสนุก คุยกันถูกคอ แซวกันได้ตลอด อายุไม่ใช่อุปสรรคเลย

แต่เหมือนว่าอุปสรรคใหญ่ของผม จะอยู่ที่คำว่า ฐานะ

เพื่อนพี่ผม เคยถามผมว่า

"รู้ใช่ไหมว่า ถึงอย่างไร คงไปด้วยกันยาก เพระฐานะของผมและเธอต่างกันมาก"

ตอนนั้นผมตอบเพื่อนพี่ผมคนนี้ไปว่า

"ผมยอมเป็นของขบเขี้ยว ถ้าอยากจะขบเขี้ยวผม ผมยินดี" ^^

ผมเริ่มโทรหาเธอบ่อยขึ้น

ส่วนมาก จะใช้เรื่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นเมนหลักในการคุย

จากนั้นค่อยถามเรื่อง สารทุกข์สุขดิบ ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง การบ้านเยอะไหม

ใกล้เสร็จหรือยัง ติดขัดตรงไหนไหม ให้ผมช่วยมั้ย ผมช่วยอะไรพี่ได้บ้าง

ไม่รู้สิ ผมอยากช่วยจัง

ผมอยากให้พี่เขาหัวเราะ 

อยากให้เขาร่าเริง อารมณ์ดี

โดยไม่ได้คาดหวังว่า

เขาจะหันมามองผมแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ตาม

ผมอยากเป็นคนที่เมื่อเขาเจอปัญหา 

ผมคือคนแรกที่เขานึกถึง 

คนที่จะช่วยเหลือเขาได้แน่หากว่าพี่เขาโทรมา

ยิ่งผมได้คุยกับเธอมากขึ้น

มันเหมือนโดนมนต์สะกด (ผมเว่อร์เนอะ)

อยากคุย อยากเจอ อยากได้ยินเสียง

ไม่ว่าจะเป็นเสียงบ่น ท้อ เหนื่อยใจ บลาๆๆ ผมกับฟังได้โดยไม่รู้จักเบื่อ

แล้ววันหนึ่ง คำพูดของพี่คนนั้นก็ทำให้ผมหยุด

หยุดทุกอย่าง

ผมเริ่มคิดว่า หากผมยังดึงดันต่อไป

ผมจะเจ็บไหมนะ

คงต้องเจ็บอีกแล้วใช่มั้ย

เพราะปลายทางนั้น คงยากจะมาบรรจบลงได้

อีกอย่าง มันคงเป็นเหมือนการชอบเขาเพียงฝ่ายเดียว

โดยที่อีกฝ่ายคงไม่ได้คิดอะไรกับเรามากกว่าน้องคนนึงเลย

ตอนนั้นเอง ผมหยุด

หยุดที่จะโทรหา

หยุดที่พูดจา

หยุด

วันที่สาม โทรศัพท์ของผมก็ดัง

พี่เขามีปัญหาเรื่องคอม

แน่หล่ะ ผมช่วยได้

ผมจะช่วยดีไหม

ผมจะช่วยไปทำไม

ทำไปแล้วได้อะไร

ยังไงทุกอย่างก็คงเหมือนเดิม

ผมก็ช่วยพี่เขาอยู่ดี

รู้ทั้งรู้ว่าช่วยไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้น

ผมกลับอยากช่วย

ผมมองว่า

เกิดถ้าผมไม่ช่วย พี่เขาก็ไม่สบายใจ

ผมเองพอรู้ว่าเขาไม่สบายใจ

ผมก็ไม่สบายใจเหมือนกัน

แล้วทำไมผมต้องมานั่งเป็นบ้า เป็นห่วง

ก็ช่วยเขาซะสิ

สองฝ่ายจะได้สบายใจ

ช่วยได้ ผมช่วยตลอด

หากว่าเขาขอมา

ผมไม่ค่อยปฏิเสธ

ผมปฏิเสธคนยาก

จนเมื่อวานนี้ มี accident เกิดขึ้นเกี่ยวกับคอมพี่เขานิดหน่อย

ผมลงโปรแกรมให้เพื่อนพี่เขาได้ปรกติทุกอย่าง

แต่พอมาลงเครื่องเธอ กับลงไม่ได้ซะอย่างนั้น

ผมพยายามทุกวิธีทาง

แต่แล้วผลลัพธ์มันคือ ผมแก้ไม่ได้

ผมเริ่มกลัว

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมกลัว

คงเพราะผมกลัวว่า ผมคงไม่ใช่ที่เพิ่งของเขาอีกต่อไปแล้วมัง

แต่ทำไงได้ ผมทำเต็มที่แล้ว

เมื่อวานนี้ ผมช่วยแก้และลงจนผมลืมกินข้าว

พอแยกย้ายจากกัน

ผมแสบท้องไปหมด

เหนื่อย หมดพลังและแสบท้องมาก

ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

ผมกินข้าวตอนสิบเอ็ดโมงนิดๆ

จากนั้นมา ผมไม่มีอะไรลองท้องเลย

นอกจากกาแฟช่วงตอนหกโมงเย็นที่สตาร์บัคหนึ่งแก้ว

หลังจากแยกย้าย ผมก็เลยมานั่งรอที่รถที่อนุสาวรีย์

คิดว่าคงจะมีรถกลับ รถเมล์ที่จะพาผมกลับบ้าน

ผมรอ รอ รอ รอแล้วก็รอ

ไม่มี ไม่มา หรือจะนั่งแท็คซี่ดี

เพราะตอนนี้ผมหมดแรงแล้ว

ผมนั่งพิงเสาที่ป้ายรถเมล์

นั่งเหมือนคนหมดอาลัยตากอยากมาก ฮ่าๆ

แล้วพี่เขาก็โทรมา

เครื่องเขาเปิดไม่ติด

ผมก็แนะนำเท่าที่ผมจะช่วยได้

เราคุยกันนานมาก และรอลุ้นว่าจะแก้ไขได้ไหม

พี่เขาก็เป็นกังวลว่า ทำไมผมยังไม่กลับ

ถ้ารถเมล์มันนานนัก ทำไมไม่นั่งแท็กซี่กลับ

บทจะดื้อ ผมก็ดื้อซะอย่างนั้น

ยิ่งเขาอยากให้ผมนั่งแท็คซี่ ผมกลับไม่อยากนั่ง

ผมอยากรอรถเมล์ รถเมล์สายที่จะพาผมไปส่งถึงหอได้

ผมรอตั้งแต่สี่ทุ่มหน่อย จนห้าทุ่มครึ่ง

พี่เขาอยู่ในสายกับผมตลอดเวลาที่ผมนั่งรอรถเมล์

เราช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตอนนั้น

แม้ผมจะหมดแรง

แม้ผมจะเหนื่อยกาย

แต่ใจผมก็ยังอยากช่วยเขาอยู่ดี

ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

สุดท้ายการแก้ปัญหาของเราก็สำเร็จผล

กว่าปัญหาเหล่านี้จะผ่านไป

ผมถึงหอตอนเกือบตีหนึ่ง

นั่งคุยกันจนถึงตีหนึ่งสี่สิบ

ผมกลับสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อปัญหาได้ถูกแก้ไขไปในทางที่ดีแล้ว

วันนี้ผมตื่นนอนเกือบเที่ยง

และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ผมจะต้องเอาแผ่นโปรแกรมที่กำลังจะเขียนใส่ดีวีดีไปหาพี่เขา

ไปให้ที่อนุสาวรีย์แล้วก็กลับ เพราะพี่เขาเอาไปให้ที่ร้านคอมฟอแมตเครื่องให้

เครื่องเขาจะไม่เหลืออะไรเลย

ผมเลยต้องเอาแผ่นโปรแกรมไปให้

ผมไปทำไมกันนะ

ไปเพื่อเอาแผ่นไปให้แค่นั้นเองเหรอ

ผมนั่งรถจากบางนาไปอนุสาวรีย์เพื่อเรื่องแค่นี้อย่างนั้นอ่านะ

ผมอยากไปจริงๆเหรอ

...ใช่ ผมอยากไป

ผมอยากไปเจอพี่เขา

เจอภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันนั้น

แค่นั้นก็สุขใจแล้ว

นี่สินะ

ความรู้สึกดีๆ ที่ก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นความรัก

 

เด็กชายแว่นแดง 

แปรงสีฟัน~ฉันและเธอ

posted on 04 Oct 2009 13:34 by elinoy
กำลังแปรงฟันอยู่ อยู่ดีๆ ก็อยากเขียน  T_T

ความรักเหมือนกับแปรงสีฟันและด้ามจับ
เธอเหมือนกับหัวแปรงสีฟัน
ที่อยู่ด้านบน ไม่มีวันที่จะถูกใช้โดยถือจับชี้ลงล่าง
หรือโน้มลงมาพูดคุยกับด้ามแปรงได้
...
..
.
ผมเหมือนกับด้ามแปรง ที่เมื่อถูกใช้งาน
มักจะอยู่แต่ด้านล่าง
ไม่อาจเปลี่ยนขยับไปอยู่ส่วนบน หรือด้านบนได้
.
..
...
แต่สิ่งหนึ่ง ที่ยังอิ่มอุ่นใจ
แม้เธอจะอยู่บนสุด
ผมจะอยู่ล่างสุด
แต่เราทั้งสองก็ยังเชื่อมต่อกันได้
รวมกันเป็นสิ่งๆ หนึ่งซึ่งเรียกว่าแปรงสีฟัน
แม้ค่าของแปรงนั้นจะอยู่เพียงด้านบน
แต่หากปราศจากด้าม แปรงนั้นก็คงไม่ใช่แปรงที่จะใช้งานได้ฉันใด
ด้ามนั้น หากปราศจากหัวแปรง ก็คงไม่ใช่แปรงสีฟันฉันนั้น
เหมือนความรู้สึกดีๆ ชนิดหนึ่ง
ที่จะมีเพียงใครคนในคนหนึ่งไม่ได้
แต่ย่อมจะเกิดจากสองฝ่าย
กลายมาเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เรียกว่า "รัก" นั่นเอง  Y_Y

ด้วยวันนี้มีภารกิจที่ต้องเข้ากรุง

นั่นคือ นัดกับรุ่นพี่ที่รู้จักกันไว้ว่าจะให้ผมไปช่วยเลือกซื้อเครื่องคอม(แมค)

นัดกันไว้ที่สยาม ราวๆ หกโมงครึ่ง

ทีนี้ผมเลิกงานสาย ก็เลยกะจะนั่งรถเมล์แต่ก็ ถ้านั่งรถเมล์ไป

ก็กลัวจะเจอรถติดช่วงเส้นสุขุมวิท กับช่วง ลงทางด่วน

ผมเลยว่า นั่งรถบริษัทดีกว่า ขึ้นทางด่วนแต่บางนา ลงทีเดียวที่เสาวรีย์ชัยเลย

ว่าแล้วก็นั่งรถบริษัทไป ระหว่างนั้นก็ดูเวลา จะทุ่มแล้ว 555

กะว่าคงไม่โดนว่าไรมากหรอกมั้ง โทรไปบอกก่อนแล้วว่าผมเพิ่งออกนะ เวลานี้ นี้ นี้

พอไปถึงเสาวรีย์ พี่เขาก็นัดเจอกัน หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ 

เซ็นทรัลก็เซ็นทรัล ไม่ซีเรียสอยู่แล้ว

ถึงเซ็นทรัลเวิลด์แล้วก็เลยโทรหาซะหน่อย

" อืม ให้ผมเดินเล่นรอก่อนใช่ไหมครับ "โอเค โอเค สบายๆ ไปนั่งตากแอร์ก่อนงั้น

ทีแรกว่าจะหยิบนิยายที่กำลังอ่านค้างมาอ่านต่อ

ไปไปมามา พี่เขาก็มาเจอผมอยู่ในเซ็นทรัลเวิลด์พอดี 

พี่เขาพาเพื่อนมาด้วย เห็นว่าจะมาซื้อคอมด้วยกัน

เอ้า ไป ลุยโล้ด !!!

ทีแรกที่เจอพี่คนนี้ (คิดในใจ คุณนู๊ คุณหนู 555+)

แล้วเราก็เข้า shop iStudio กัน

เดินเลือก นู่นนี่นั่นอยู่นาน

ก็ออกมาทำความเข้าใจกับ แมค เพิ่มมากขึ้น โดยผมเป็นคนสาธยายอย่างเมามัน

โม้เสร็จ พวกเราก็พากันเข้าไปซื้อแม็คกี้ มาคนละเครื่อง(ของรุ่นพี่ผม กับ เพื่อนเค้า)

ระหว่างที่ดำเนินการซื้อ ก็คุยกันเรื่อยเปื่อย แนะนำผลิตภัณฑ์นู่นนี่นั่น อย่างสนุกสนาน

หลังจากดูนู่นนี่นั่นก็ให้ทางร้านเขาลง OS กับ ลงโปรแกรมเพิ่มเติมให้

แล้วพวกเราก็ไปหาอะไรกินกัน เพราะว่าตอนนั้นมัน สองทุ่มครึ่งแล้ว (ร้านiStudioปิด สามทุ่ม)

เดินขึ้นบันไดเลื่อนไปเรื่อยๆ 

ปรกติ เวลาผมมาเซ็นทรัลเวิลด์ ผมไม่ค่อยได้เดินขึ้นบันไดเลื่อนขนาดนี้

ไม่ค่อยได้มาซะมากกว่าเซ็นทรัลเวิลด์เนี่ย มาก็อยู่แต่ชั้นล่าง ไม่ก็ด้านหน้า ตรงลานโล่ง

ครั้งนี้ มาแล้วผมก็จะแบบ งงๆ เอ๋อๆ

ไม่ต้องถามผมนะครับว่า ร้านนี้อยู่ตรงไหน อะไรอย่างไร

" ผมไม่เคยมาครับ "ฮา

แล้วสุดท้ายเราก็มาหยุดยืนกันอยู่หน้าร้านพวก อาหารต่างๆ 

โดยเล็งไปที่ ร้านอะไรสยามๆ นี่แหละ   ร้านส้มตำ(จำชื่อไม่ได้) และ ฟูจิ

เราสามคนยืนคุยกันอยู่สักพัก ก็ฟันธงว่า

งั้นไปกินฟูจิกัน 

กว่าจะฟันธง ตกลงโฉ้งเช้งกันได้ เหนื่อยทีเดียว ^^

พอเข้าไปในร้าน แต่ละคนไม่พูดไม่จา

ซัดโฮก 555

เพื่อนพี่ผมนี่ โซ้ยราเม็ง(ราเม็งหรือเปล่าไม่รู้นะ เส้นๆ) ไป

ชวนคุยไป

ผมก็คิดในใจอีกแล้ว (เอ๊ย ไมคนนี้ กินไปคุยไป ฮาหว่ะ555+)

เพิ่งเคยเจอ ผู้หญิงที่เจอกันครั้งแรก แล้วคุยกันสบายๆ

ดูแบบ ตรงๆ ดี มีอะไรก็คุย ก็บอกเลย ชอบแฮะ ชอบคนแบบนี้ ดูแล้วน่ารักดี (ผมคิดในใจ)

เราสามคนคุยกันอย่างสนุกบนโต๊ะอาหาร ต่างเล่าวีรกรรมเล็กน้อยของแต่ละคน

แล้วก็ลงมือกิน

เอ้อๆ เกือบลืม เป็นครั้งแรกตั้งแต่ผมกินฟูจิมา ผมได้กินไข่หวาน

ใครจะว่ายังไงไม่รู้ แต่ผมเพิ่งเคยกินไข่หวานจากที่นี่จริงๆ

กินมาก็หลายครั้งแล้วนะฟูจิเนี่ย แต่ไม่เคยกินไข่หวาน

พอได้กิน เออ ไข่ตุ๋นนี่หว่า 

เพื่อนรุ่นพี่ผมเขาก็ชอบกินไข่หวานเหมือนกัน งืมๆ

หลังจากกินไปได้สักพัก เริ่มมองนาฬิกา

สามทุ่มหน่อยๆ แล้ว รีบไปเหอะ 

 จากนั้นพวกเราก็ทำเวลา

และลงจากชั้นห้า เพื่อกลับมา ชั้นสอง

สถานที่เจ้า แม็คกี้ ทั้งสองลงโปรแกรมอยู่

พอไปถึง เขากำลังลงโปรแกรมอยู่

เราก็เดินเตร่ไปเตร่มา ชวนพี่พนักงานคุยบ้าง

กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อย ก็ราวๆ สี่ทุ่มได้มั้ง

ผมก็เลยแบบ พี่ไปส่งผมหน่อยนะ ที่บีทีเอสสุขุมวิท

เดี๋ยวจากนั้นผมนั่งรถเมล์ต่อกลับหอเอง

" ได้ๆ บีทีเอสสุขุมวิทนะ "

สบายผมหล่ะ  555+

เริ่มเหนื่อยมาตั้งแต่เย็น

กะจะชิงนั่งหลับในรถเบนซ์

" เอ๊ย ออย รู้ทางเปล่า "

ผมก็ตอบว่า

" ไม่รู้พี่ ผมไม่ค่อยรู้จักทาง ปรกติผมนั่งแต่ รถไฟฟ้าบีทีเอสตลอด กับ ขึ้นทางด่วนไม่เคยวิ่งทางข้างล่าง"

"ดึกป่านนี้ใครเขาขึ้นทางด่วนกัน ทางข้างล่างสิ ขับสบาย" เพื่อนพี่ผมเขาบอก

ผมก็ " แล้วแต่เลยครับ ผมได้หมดอยู่ดี ฮ่าๆ "

พอเราเริ่มมุ่งหน้า ออกจากห้างได้ (หาทางออกจากเซ็นทรัลเวิลด์สู่เส้นทางที่จะไปกันไม่เจอ)

ตอนนี้ ความเป็นกะเหรี่ยงเริ่มครอบงำ

พี่นวลรู้จักทางไหม " หึ พี่ก็ไม่รู้"

พี่ปุ้มหล่ะ "พี่เคยไปนานแล้ว ตอนนี้จำไม่ค่อยได้แล้ว"

 กระเหรี่ยงเข้ากรุงกันสามคนแล้วแบบนี้ 555+

จากนั้นพวกเราก็อาศัยป้ายบอกทางตามถนน 

ขับหาทางไปเส้นสุขุมวิทกัน

คุยไปคุยมา ก็หาทางมาอโศกกันจนได้

แต่แล้ว พอถึงแยกอโศก จะเลี้ยวไหนดีอีก 

" ซ้ายมันเหมือนกลับหอพี่ งั้นขวาแล้วกัน " ตำแหน่งพนักงานขับบอก

ผมก็เคยชะเง้อมองตลอดว่า เราจะมาถูกไหมน้า

เราจะหลงไปอยู่ตรงไหนป่าวนา บ้านแบบนี้ โรงแรมแบบนี้คุ้นๆ มั้ยนะ

และแล้วเราก็เจอ บีทีเอส อโศก 

ฮูล่าห์!!!

มาถูกทางแล้ว

จากอโศกก็นานา เราย้อนกลับมาเรื่อยๆ ก็เจอ ป้ายรถเมล์โลตัสอ่อนนุช

ปลายทางที่ผมต้องลง และต้องจากลา กับสองสาว บัดดี้

รออีกซักพักนึง รถเมล์สาย 48 ก็มา

และกว่าผมจะถึงหอ ก็ราว ห้าทุ่มครึ่งพอดี

 

วันนี้สนุกดีแฮะ

แถมได้รู้จักคนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน

คนคนนั้นยังติดเลี้ยงกาแฟ สตาบัค ผมด้วย ^^

ขอบคุณร้าน iStudio และ เซ็นทรัลเวิลด์ สำหรับแหล่งเม้าส์มันของพวกเรา

ต้องขอบคุณพี่นวลที่พาพี่ปุ้มมาให้ช่วยแนะเลือกซื้อคอม

ขอบคุณพี่ปุ้มที่ขับรถมาส่งถึงโลตัสอ่อนนุช

...

..

.

ขอบคุณที่แนะนำให้ผมได้รู้จัก ^^