ระทึก

posted on 19 May 2010 22:32 by elinoy
อ่ะ กุเล่ามั่ง

คือเดิมตอนเช้า กำหนดการณ์กุคือไปสมัครงาน อีกที่ อยู่แถวบางซื่อ
ออกจากบางนาแต่เ้ช้า ด้วยความว่า ไม่เคยไปบางซื่อ
สุดท้าย เจอรถตู้แกบอกว่า ไปทางนี้สิ " ถึง "
ไอ้เราก็นั่งเลยครับ
ขึ้นทางด่วน
ผ่านประตูน้ำ (ตื่นเต้นใหญ่ โอ้ว  ไฟยังลุกไหม้ยางล้อรถยนต์เหมือนในTV แต่นี่มัน7โมงเช้านะ ทำไมมันไหม่แต่หัววัน)
ผ่านอีกหลายที และผ่านอนุสาวรีย์ชัย ควันไฟยังขโมง โอ่วไม่ บ้านเมืองผม U_U
ขับมาอีกติ๊ดรถเริ่มติด ออ ตำรวจกั้นเลนถนน
สุดท้ายลง " ยมราช "
โอ้ว ตื่นตาตื่นใจ ผมไม่เคยไปครับ555
พอลงยมราช พี่คนขับรถตู้แกบอกให้โบกแท็กซี่ไปบางซื่อ
ไ้อ้เราก็ทำตาม
ปรากฎว่า ไม่มีแท็กซี่คันไหน ไปและจอดรับ คนไปบางซื่อ เลย 555
วินาทีนั้น
เลี้ยวซ้าย แลขวา เจอพี่วิน
เอาวะ หวังว่ามันคงไม่ไกล(นึกในใจ บางซื่อน่าจะใกล้ยมราช)
พี่วินแกงงอยู่นาน อะไรคือ SCG
พอผมบอกเขาทำ เครือ ปูนซีเมนต์ไทย(คือกุมั่วอ่านะ จริงๆ มันก็คือปูนนั่นแหละ)
พี่วินแกก็ร้องอ๋อ ทันที
แล้วแกก็พาหนุ่มแว่นแดง มาดเนี๊ยบ บึ่งมอเตอร์ไซค์คันเก่ง
มุ่งหน้าตรงไปถึงสี่แยก แล้วก็เลี้ยวขวา
มุ่งหน้าสู่เตาปูน กุมองสองข้างทางเขียนว่า ถนนพระราม5 (อย่าถามต่อว่ามันอยู่ตรงไหน ผมไม่รู้ ฮ่าๆ)
จากนั้น พี่วินแกก็เริ่ม Tokyo Drift เข้าสิง
ปาดซ้าย แซงขวา โว้ว โคตรมัน
ผ่านแยกนางเลิ้ง โอ้ว (ที่จัดFat Festival สมัยเราหนุ่มๆ)
แล้วก็พาวิ่งตรงไปเรื่อย ผ่านสะพานแดง
ผ่านแยกนู้นนี่
ผ่าน สรรพาวุธทหารบก
เริ่มเข้าสู่เตาปูน บางซื่อ
ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้น "ตึกปูนซีเมนต์ไทย มันอยู่ตรงไหนวะ" พี่คนขับจอดรถ แล้วหันซ้าย แลขวา
"อ้าว ผมนึกว่าพี่รู้ทาง" กุรีบร้องบอก
แล้วพี่วิน แกก็ขี่เข้าไปในซอย ซอยนึง เพื่อถามทางจากอีกวินมอไซค์ ซึ่งครองถิ่นนั้น
พอรู้ทางปั๊บ พวกเราออกไม่ได้ครับ ทางมันวันเวย์ ต้องอ้อมไปนู่นนน 555
ทีแรกลุงพี่วินแกจะไม่ยอม จะย้อนกลับให้ได้ แต่พอเจอรถมาเป็นขบวน แกเลยอ้อม
วิ่งมาได้อีกติ๊ด เจอโลโก้รูปช้าง ถึงแล้ว ตึก SCG ฮูเล่!!!
ถามค่าพี่วิน โดนไป 80 บาท -O-
แถมได้ทรงผมใหม่ ผมงอบะซ้อลออกนอกหมวกกันน็อค สวอนมาก -"-
มองนาฬิกาคู่ใจ 7.30 น. 555
นัดเขาไว้ 9โมง
ตูทำอะไรดีนี่
ว่าแล้ว ชายออย ก็เดินครับ
มันเดินสำรวจไปทั่ว
ประหนึ่งว่า มันได้ทำงานที่นี่แล้ว และมองหาช่องทางที่พักและการเดินทาง 555+
พอเหนื่อย มันก็วกกลับมาหา พี่ยามที่ป้อม ด้านข้างๆ SCG ที่เขาก่อสร้าง
ไปชวนพี่เขาคุย
กุชวนเขาคุยนานมากอ่ะ
ไม่รู้จักกันมาก่อนนะ แต่ชวนคุยไปเรื่อย ตามประสา คนเข้ากับคนง่าย
สุดท้าย ได้มานั่งพัก ในป้อมพี่ยาม 555
แล้วก็โทรหา ไอ้"เมิง กุว่ากุอ้วนเป็นหมูเลยหว่ะ" (ชื่อไอ้คนนี้มันยาว ฮ่าๆ)
ซึ่งมันก็มาถึงที่ทำงานแต่เช้าแล้ว (เมิงมีบุญเนอะ คำพูดเด็ดของไอ้คนด้านบน)
สุดท้าย เดินไปหานมรสสตอเบอรรี่กินขวดนึงที่เซเว่นหน้าบริษัท SCG แล้วก็
หามุมยืนดูดนมที่ซื้อมา
ดูดเสร็จ พี่น้องคร๊าบบบ ตั้งแต่หน้าปากทางเข้า ยันตัวตึกแรก ไม่มีถังขยะ 555
ครั้นจะถือขวดนมโฟโมสขวดใหญ่ไปสัมภาษณ์ด้วย ก็จะเปรี้ยวเกิน
สุดท้าย ผมก็หนีบถุงเซเว่นที่บรรจุขวดนมนั่นไปสัมภาษณ์ด้วย ฮ่าๆ
อ้อ ผมเปิดซิงห้องน้ำ SCG เรียบร้อยแล้วครับ
เป็นระบบ ลุกขึ้นออกจากห้องปั๊บ น้ำถึงไหล 555
ผ่านไป สุดท้ายก็ได้สัมภาษณ์ พี่ที่สัมภาษณ์น่ารักมากมากเลย
จริงๆ คือคนนี้เป็นหัวหน้าเลยครับ แต่แกหน้าเด้ก และน่ารักมากมาก
คุยดีด้วย คุยจบก็พาผมไปฝ่ายบุคคล บุคคลก็ให้กรอก
กรอกเสร็จ ให้ผมนั่งรอ
ไอ้เราก็สงสัยว่ารออะไรหว่า
ครู่ใหญ่ พี่บุคคล ก็มาสัมภาษณ์อีกที
โอ้ว สัมภาษณ์ สกรีน สองครั้งเลยแฮะ
คุยกันยกใหญ่ (กุแอบคุยโม้เรื่องหนังสือเล่มโปรดด้วย ใครเอาเนยแข็งของฉันไป -O-)
คุยเสร็จก็รอการติดต่อ เพื่อนัดสัมภาษณ์อีกครั้ง
โอ้ว การจะเข้าทำงานที่นี่เราต้องผ่านการสัมภาษณ์ถึง 3 ครั้ง  ให้ตายสิโรบิน!!
แต่ผมยอมครับ

ออกจากตึก SCG ก็ไปถามป้าที่ขายข้าวแก้งหน้าบริษัทว่า
ผมจะไปบางนา มีสายไหนไปแนวๆ นี้ไหมครับ
คำตอบคือ ไปทางหมอชิตดีกว่า
ผมก็นั่งรถยิงยาวไปหมดชิต ด้วยรถเมล์สาย 52
ระหว่างทางก็ถามสายรถเมล์ไปในตัวว่าจากหมอชิตผมไป บางนา ได้จากสายไหนบ้าง
พี่กระเป๋าก็ไปถามโชเฟอร์ โชโฟอร์ก็บอกกระเป๋า กระเป๋าก็บอกผมอีกทีว่า
" น้องขึ้นสาย 38 ฝั่งตรงข้าม JJ เลยนะ "

มีเหรอ ชายออยจะเชื่อ เจเจถิ่นเรา
พอลงป้ายหน้าเจเจ ชั่งใจอยู่แปปนึง
ถ้าจาก เจเจไปแถว ตึกเนชั่น 145 เท่านั้นที่คุณคู่ควร
แต่ ทำไมเขาบอกให้ไปสาย 38 น้า
ไม่เคยขึ้นสายนี้จากหน้า JJ ด้วยสิ
ลังเลอยู่พักใหญ่
ก็ข้ามสะพานไปรอสาย 38 อีกนานเลย
รอจนสาย 38 มา
รีบชิงถามก่อนเลยว่า ผมจะไปบางนา คันนี้ผ่านใช่ไหมครับ
ปรากฎว่า เขาไม่ผ่าน เขาวิ่งถึงแค่ ^%$#%$#
อ้าว ฉิบ ตูรอตั้งนานเพื่อ -"-
ว่าแล้วก็กดลงและ ข้ามกลับมาอีกฝั่ง
ฝึ่งซึ่ง 145 ที่คุณคู่ควร 555+
รออีกแปป สายที่รอคอยก็มา
รถแอร์เสียด้วย แต่ตอนนี้ ร้อนตับแตก แอร์ก็แอร์ โดนไป 19 บาท
วิ่งผ่านจาก เจเจ ผ่านแยกลาดพร้าว วิ่งเข้าเส้นลาดพร้าว ผ่านใต้ทางด่วนรามอินทรา ผ่านบิ๊กซีลาดพร้าว
ออกเดอะมอลลืบางกะปิ ผ่านแยกลำสาลี วิ่งตรงยิงยาวสู่ ซีคอน!!!
ตลอดดทางผมไม่รู้เรื่องเลย เหงื่อออกเยอะ หลับตลอด
ตื่นเป็นระยะ แต่ไม่ลืมตา 555
ถึงอีกที ซีคอน
โบกรถอีกต่อ รถเมล์ก็มาส่งหน้าตึกเนชั่น
เหลือบมองนาฬิกา วู้ว ใกล้ บ่ายโมงแล้ว ต้องรีบกินข้าวแล้วไปตอกบัตร
ในที่สุด ชายออกก็ใช้การลากิจเพียงครึ่งวัน ฮูเล่!!! รีบแทบตาย
ทำงานช่วงบ่ายก็ปรกติดี ทำได้อยู่สักชั่วโมงกว่า
เช็คข่าวไปเรื่อย จะบอกว่าไอ้ที่กุผ่านมาตอนเช้า แม่มีระเบิดลงหมด โคตรน่ากลัว
กุผ่านมาได้ไง เดชะบุญ ><
สักพัก ก็มีเสียงตามสาย ออ เหตุบ้านการเมืองไม่ปรกติ
ไม่เป็นไร เราอยู่ชานเมือง ยังปลอดภัย
ผ่านมาอีกแปป เอ๊ะ ประกาศอีกแล้ว รถบริษัทจะไม่วิ่ง
ไม่เป็นไร หอเราอยู่ชานเมือง ยังปลอดภัย
อีกแปปนึง
ทีนี้ครับพี่น้อง ทหารมาเอง!!!
ทหารมาถึงชั้น 20 พร้อมกับประกาศว่า
ให้พนักงานในชั้นทุกคน เก็บของภายใน 10 นาทีแล้วรีบออกจากตึก !!!
เท่านั้แหละ เมิงเอ้ย(ขอหยาบคายนิด)
นึกว่าผึ้งแตกรัง
คือถ้าเขามาบอกชั้นเรา เท่ากับเขาคงบอกทั้งตึก 3 ตึก
ไอ้ชายออย ก็ตกใจอยู่
พี่คนข้างหลังก็กำลังท้อง กำลังไส้
รีบปิดคอม เก็บขอมีค่า ล็อกเก๊ะ ลิ้นชัก
ช่วยเขาถือของ สัมภาระ
เปิดประตูออฟฟิศปั๊บ โห คนรอหน้าลิฟต์บาน
เดินบันไดหนีไฟด่วน
เปิดประตูไหนไฟป๊าบบบ
คนโคตรเยอะ
ให้นึกถึงตอนซ้อมหนีไฟ ซึ่งหนีไฟตอนซ้อม มันเดินกันเหยาะแยะ
แต่นี่ ของจริง แม้จะไม่ใช่เพลิงไหม้ก็ตาม
แต่ ม๊อบกำลังจะมาล้อมตึกเนชั่นทาวเวอร์แล้ว !!!
ไม่มีการเดินเหยาะแหยะ
มีประกาศอพยมเป็นระยะ
พอมาถึงด้านล่าง
คนยังกับหนอน ให้นึกภาพคนจากทั้ง 3 ตึกลงมาชั้นล่างพร้อมกัน
มันโคตรวุ่นวาย และตื่นตระหนก
หน้าบริษัทปิดประตูใหญ่ ทหารเอย ตำรวจเอย รักษาการณ์เอย รักษาความปลอดภัยเอย
ยืนกันเนืองแน่น
การจราจรหน้าบริษัทคับคั่งมาก รถติด
รถเมล์ปรกติ คนแน่นแบบ โคตรแน่นอ่ะ
พี่ตำนวจ ตะโกนแข่งกับเสียงฝูงชนว่า
"ขนประชาชนไปให้ได้มากที่สุด!!!" เมิงเอ้ย ตอนนั้น ตำรวจโคตรเท่ห์
ว่าแล้วกุก็รีบฝากพี่ที่มีท้อง ไว้กับอีกกลุ่มนึง ซึงเขานัดแนะว่าจะไปด้วยกัน
กุก้กลับหอมาประจำการ
เช็คข่าวเป็นการใหญ่
และโดนเพื่อนไล่ ให้ไปตุนเสบียง เนื่องจากเสบียงเก่า กินเล่นหมดแล้ว555
พอเข้าไปใน โลตัสเอ็กเพลส คนอย่างเยอะ
เขาคงตุนเสบียงเช่นกัน
โอ้ว วันนี้มันวันอะไรเนี่ย
ตื่นเต้น ตระหนกได้ทั้งวัน ฮ่าๆ

19-05-2010

edit @ 19 May 2010 22:40:25 by เด็กชายแว่นแดง

ดอกม้ากับฝาวัด

ดอกฟ้ากับหมาวัด 

ผมว่า มันคงใกล้ๆกัน

หลังจากที่ได้รู้จักกับเพื่อนรุ่นพี่คนนั้น

หัวใจผมเริ่มเริงร่า

เหมือนเจอคนที่คุยสนุก คุยกันถูกคอ แซวกันได้ตลอด อายุไม่ใช่อุปสรรคเลย

แต่เหมือนว่าอุปสรรคใหญ่ของผม จะอยู่ที่คำว่า ฐานะ

เพื่อนพี่ผม เคยถามผมว่า

"รู้ใช่ไหมว่า ถึงอย่างไร คงไปด้วยกันยาก เพระฐานะของผมและเธอต่างกันมาก"

ตอนนั้นผมตอบเพื่อนพี่ผมคนนี้ไปว่า

"ผมยอมเป็นของขบเขี้ยว ถ้าอยากจะขบเขี้ยวผม ผมยินดี" ^^

ผมเริ่มโทรหาเธอบ่อยขึ้น

ส่วนมาก จะใช้เรื่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นเมนหลักในการคุย

จากนั้นค่อยถามเรื่อง สารทุกข์สุขดิบ ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง การบ้านเยอะไหม

ใกล้เสร็จหรือยัง ติดขัดตรงไหนไหม ให้ผมช่วยมั้ย ผมช่วยอะไรพี่ได้บ้าง

ไม่รู้สิ ผมอยากช่วยจัง

ผมอยากให้พี่เขาหัวเราะ 

อยากให้เขาร่าเริง อารมณ์ดี

โดยไม่ได้คาดหวังว่า

เขาจะหันมามองผมแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ตาม

ผมอยากเป็นคนที่เมื่อเขาเจอปัญหา 

ผมคือคนแรกที่เขานึกถึง 

คนที่จะช่วยเหลือเขาได้แน่หากว่าพี่เขาโทรมา

ยิ่งผมได้คุยกับเธอมากขึ้น

มันเหมือนโดนมนต์สะกด (ผมเว่อร์เนอะ)

อยากคุย อยากเจอ อยากได้ยินเสียง

ไม่ว่าจะเป็นเสียงบ่น ท้อ เหนื่อยใจ บลาๆๆ ผมกับฟังได้โดยไม่รู้จักเบื่อ

แล้ววันหนึ่ง คำพูดของพี่คนนั้นก็ทำให้ผมหยุด

หยุดทุกอย่าง

ผมเริ่มคิดว่า หากผมยังดึงดันต่อไป

ผมจะเจ็บไหมนะ

คงต้องเจ็บอีกแล้วใช่มั้ย

เพราะปลายทางนั้น คงยากจะมาบรรจบลงได้

อีกอย่าง มันคงเป็นเหมือนการชอบเขาเพียงฝ่ายเดียว

โดยที่อีกฝ่ายคงไม่ได้คิดอะไรกับเรามากกว่าน้องคนนึงเลย

ตอนนั้นเอง ผมหยุด

หยุดที่จะโทรหา

หยุดที่พูดจา

หยุด

วันที่สาม โทรศัพท์ของผมก็ดัง

พี่เขามีปัญหาเรื่องคอม

แน่หล่ะ ผมช่วยได้

ผมจะช่วยดีไหม

ผมจะช่วยไปทำไม

ทำไปแล้วได้อะไร

ยังไงทุกอย่างก็คงเหมือนเดิม

ผมก็ช่วยพี่เขาอยู่ดี

รู้ทั้งรู้ว่าช่วยไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้น

ผมกลับอยากช่วย

ผมมองว่า

เกิดถ้าผมไม่ช่วย พี่เขาก็ไม่สบายใจ

ผมเองพอรู้ว่าเขาไม่สบายใจ

ผมก็ไม่สบายใจเหมือนกัน

แล้วทำไมผมต้องมานั่งเป็นบ้า เป็นห่วง

ก็ช่วยเขาซะสิ

สองฝ่ายจะได้สบายใจ

ช่วยได้ ผมช่วยตลอด

หากว่าเขาขอมา

ผมไม่ค่อยปฏิเสธ

ผมปฏิเสธคนยาก

จนเมื่อวานนี้ มี accident เกิดขึ้นเกี่ยวกับคอมพี่เขานิดหน่อย

ผมลงโปรแกรมให้เพื่อนพี่เขาได้ปรกติทุกอย่าง

แต่พอมาลงเครื่องเธอ กับลงไม่ได้ซะอย่างนั้น

ผมพยายามทุกวิธีทาง

แต่แล้วผลลัพธ์มันคือ ผมแก้ไม่ได้

ผมเริ่มกลัว

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมกลัว

คงเพราะผมกลัวว่า ผมคงไม่ใช่ที่เพิ่งของเขาอีกต่อไปแล้วมัง

แต่ทำไงได้ ผมทำเต็มที่แล้ว

เมื่อวานนี้ ผมช่วยแก้และลงจนผมลืมกินข้าว

พอแยกย้ายจากกัน

ผมแสบท้องไปหมด

เหนื่อย หมดพลังและแสบท้องมาก

ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

ผมกินข้าวตอนสิบเอ็ดโมงนิดๆ

จากนั้นมา ผมไม่มีอะไรลองท้องเลย

นอกจากกาแฟช่วงตอนหกโมงเย็นที่สตาร์บัคหนึ่งแก้ว

หลังจากแยกย้าย ผมก็เลยมานั่งรอที่รถที่อนุสาวรีย์

คิดว่าคงจะมีรถกลับ รถเมล์ที่จะพาผมกลับบ้าน

ผมรอ รอ รอ รอแล้วก็รอ

ไม่มี ไม่มา หรือจะนั่งแท็คซี่ดี

เพราะตอนนี้ผมหมดแรงแล้ว

ผมนั่งพิงเสาที่ป้ายรถเมล์

นั่งเหมือนคนหมดอาลัยตากอยากมาก ฮ่าๆ

แล้วพี่เขาก็โทรมา

เครื่องเขาเปิดไม่ติด

ผมก็แนะนำเท่าที่ผมจะช่วยได้

เราคุยกันนานมาก และรอลุ้นว่าจะแก้ไขได้ไหม

พี่เขาก็เป็นกังวลว่า ทำไมผมยังไม่กลับ

ถ้ารถเมล์มันนานนัก ทำไมไม่นั่งแท็กซี่กลับ

บทจะดื้อ ผมก็ดื้อซะอย่างนั้น

ยิ่งเขาอยากให้ผมนั่งแท็คซี่ ผมกลับไม่อยากนั่ง

ผมอยากรอรถเมล์ รถเมล์สายที่จะพาผมไปส่งถึงหอได้

ผมรอตั้งแต่สี่ทุ่มหน่อย จนห้าทุ่มครึ่ง

พี่เขาอยู่ในสายกับผมตลอดเวลาที่ผมนั่งรอรถเมล์

เราช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตอนนั้น

แม้ผมจะหมดแรง

แม้ผมจะเหนื่อยกาย

แต่ใจผมก็ยังอยากช่วยเขาอยู่ดี

ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

สุดท้ายการแก้ปัญหาของเราก็สำเร็จผล

กว่าปัญหาเหล่านี้จะผ่านไป

ผมถึงหอตอนเกือบตีหนึ่ง

นั่งคุยกันจนถึงตีหนึ่งสี่สิบ

ผมกลับสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อปัญหาได้ถูกแก้ไขไปในทางที่ดีแล้ว

วันนี้ผมตื่นนอนเกือบเที่ยง

และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

ผมจะต้องเอาแผ่นโปรแกรมที่กำลังจะเขียนใส่ดีวีดีไปหาพี่เขา

ไปให้ที่อนุสาวรีย์แล้วก็กลับ เพราะพี่เขาเอาไปให้ที่ร้านคอมฟอแมตเครื่องให้

เครื่องเขาจะไม่เหลืออะไรเลย

ผมเลยต้องเอาแผ่นโปรแกรมไปให้

ผมไปทำไมกันนะ

ไปเพื่อเอาแผ่นไปให้แค่นั้นเองเหรอ

ผมนั่งรถจากบางนาไปอนุสาวรีย์เพื่อเรื่องแค่นี้อย่างนั้นอ่านะ

ผมอยากไปจริงๆเหรอ

...ใช่ ผมอยากไป

ผมอยากไปเจอพี่เขา

เจอภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันนั้น

แค่นั้นก็สุขใจแล้ว

นี่สินะ

ความรู้สึกดีๆ ที่ก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นความรัก

 

เด็กชายแว่นแดง 

แปรงสีฟัน~ฉันและเธอ

posted on 04 Oct 2009 13:34 by elinoy
กำลังแปรงฟันอยู่ อยู่ดีๆ ก็อยากเขียน  T_T

ความรักเหมือนกับแปรงสีฟันและด้ามจับ
เธอเหมือนกับหัวแปรงสีฟัน
ที่อยู่ด้านบน ไม่มีวันที่จะถูกใช้โดยถือจับชี้ลงล่าง
หรือโน้มลงมาพูดคุยกับด้ามแปรงได้
...
..
.
ผมเหมือนกับด้ามแปรง ที่เมื่อถูกใช้งาน
มักจะอยู่แต่ด้านล่าง
ไม่อาจเปลี่ยนขยับไปอยู่ส่วนบน หรือด้านบนได้
.
..
...
แต่สิ่งหนึ่ง ที่ยังอิ่มอุ่นใจ
แม้เธอจะอยู่บนสุด
ผมจะอยู่ล่างสุด
แต่เราทั้งสองก็ยังเชื่อมต่อกันได้
รวมกันเป็นสิ่งๆ หนึ่งซึ่งเรียกว่าแปรงสีฟัน
แม้ค่าของแปรงนั้นจะอยู่เพียงด้านบน
แต่หากปราศจากด้าม แปรงนั้นก็คงไม่ใช่แปรงที่จะใช้งานได้ฉันใด
ด้ามนั้น หากปราศจากหัวแปรง ก็คงไม่ใช่แปรงสีฟันฉันนั้น
เหมือนความรู้สึกดีๆ ชนิดหนึ่ง
ที่จะมีเพียงใครคนในคนหนึ่งไม่ได้
แต่ย่อมจะเกิดจากสองฝ่าย
กลายมาเป็นความรู้สึกดีๆ ที่เรียกว่า "รัก" นั่นเอง  Y_Y