ดอกม้า กับ ฝาวัด หรือ ความสุขดีดีที่เรียกว่ารัก
posted on 04 Oct 2009 13:38 by elinoyดอกม้ากับฝาวัด
ดอกฟ้ากับหมาวัด
ผมว่า มันคงใกล้ๆกัน
หลังจากที่ได้รู้จักกับเพื่อนรุ่นพี่คนนั้น
หัวใจผมเริ่มเริงร่า
เหมือนเจอคนที่คุยสนุก คุยกันถูกคอ แซวกันได้ตลอด อายุไม่ใช่อุปสรรคเลย
แต่เหมือนว่าอุปสรรคใหญ่ของผม จะอยู่ที่คำว่า ฐานะ
เพื่อนพี่ผม เคยถามผมว่า
"รู้ใช่ไหมว่า ถึงอย่างไร คงไปด้วยกันยาก เพระฐานะของผมและเธอต่างกันมาก"
ตอนนั้นผมตอบเพื่อนพี่ผมคนนี้ไปว่า
"ผมยอมเป็นของขบเขี้ยว ถ้าอยากจะขบเขี้ยวผม ผมยินดี" ^^
ผมเริ่มโทรหาเธอบ่อยขึ้น
ส่วนมาก จะใช้เรื่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นเมนหลักในการคุย
จากนั้นค่อยถามเรื่อง สารทุกข์สุขดิบ ทำงานเป็นอย่างไรบ้าง การบ้านเยอะไหม
ใกล้เสร็จหรือยัง ติดขัดตรงไหนไหม ให้ผมช่วยมั้ย ผมช่วยอะไรพี่ได้บ้าง
ไม่รู้สิ ผมอยากช่วยจัง
ผมอยากให้พี่เขาหัวเราะ
อยากให้เขาร่าเริง อารมณ์ดี
โดยไม่ได้คาดหวังว่า
เขาจะหันมามองผมแม้เพียงเสี้ยวเดียวก็ตาม
ผมอยากเป็นคนที่เมื่อเขาเจอปัญหา
ผมคือคนแรกที่เขานึกถึง
คนที่จะช่วยเหลือเขาได้แน่หากว่าพี่เขาโทรมา
ยิ่งผมได้คุยกับเธอมากขึ้น
มันเหมือนโดนมนต์สะกด (ผมเว่อร์เนอะ)
อยากคุย อยากเจอ อยากได้ยินเสียง
ไม่ว่าจะเป็นเสียงบ่น ท้อ เหนื่อยใจ บลาๆๆ ผมกับฟังได้โดยไม่รู้จักเบื่อ
แล้ววันหนึ่ง คำพูดของพี่คนนั้นก็ทำให้ผมหยุด
หยุดทุกอย่าง
ผมเริ่มคิดว่า หากผมยังดึงดันต่อไป
ผมจะเจ็บไหมนะ
คงต้องเจ็บอีกแล้วใช่มั้ย
เพราะปลายทางนั้น คงยากจะมาบรรจบลงได้
อีกอย่าง มันคงเป็นเหมือนการชอบเขาเพียงฝ่ายเดียว
โดยที่อีกฝ่ายคงไม่ได้คิดอะไรกับเรามากกว่าน้องคนนึงเลย
ตอนนั้นเอง ผมหยุด
หยุดที่จะโทรหา
หยุดที่พูดจา
หยุด
วันที่สาม โทรศัพท์ของผมก็ดัง
พี่เขามีปัญหาเรื่องคอม
แน่หล่ะ ผมช่วยได้
ผมจะช่วยดีไหม
ผมจะช่วยไปทำไม
ทำไปแล้วได้อะไร
ยังไงทุกอย่างก็คงเหมือนเดิม
ผมก็ช่วยพี่เขาอยู่ดี
รู้ทั้งรู้ว่าช่วยไปก็ไม่ได้อะไรดีขึ้น
ผมกลับอยากช่วย
ผมมองว่า
เกิดถ้าผมไม่ช่วย พี่เขาก็ไม่สบายใจ
ผมเองพอรู้ว่าเขาไม่สบายใจ
ผมก็ไม่สบายใจเหมือนกัน
แล้วทำไมผมต้องมานั่งเป็นบ้า เป็นห่วง
ก็ช่วยเขาซะสิ
สองฝ่ายจะได้สบายใจ
ช่วยได้ ผมช่วยตลอด
หากว่าเขาขอมา
ผมไม่ค่อยปฏิเสธ
ผมปฏิเสธคนยาก
จนเมื่อวานนี้ มี accident เกิดขึ้นเกี่ยวกับคอมพี่เขานิดหน่อย
ผมลงโปรแกรมให้เพื่อนพี่เขาได้ปรกติทุกอย่าง
แต่พอมาลงเครื่องเธอ กับลงไม่ได้ซะอย่างนั้น
ผมพยายามทุกวิธีทาง
แต่แล้วผลลัพธ์มันคือ ผมแก้ไม่ได้
ผมเริ่มกลัว
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมกลัว
คงเพราะผมกลัวว่า ผมคงไม่ใช่ที่เพิ่งของเขาอีกต่อไปแล้วมัง
แต่ทำไงได้ ผมทำเต็มที่แล้ว
เมื่อวานนี้ ผมช่วยแก้และลงจนผมลืมกินข้าว
พอแยกย้ายจากกัน
ผมแสบท้องไปหมด
เหนื่อย หมดพลังและแสบท้องมาก
ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
ผมกินข้าวตอนสิบเอ็ดโมงนิดๆ
จากนั้นมา ผมไม่มีอะไรลองท้องเลย
นอกจากกาแฟช่วงตอนหกโมงเย็นที่สตาร์บัคหนึ่งแก้ว
หลังจากแยกย้าย ผมก็เลยมานั่งรอที่รถที่อนุสาวรีย์
คิดว่าคงจะมีรถกลับ รถเมล์ที่จะพาผมกลับบ้าน
ผมรอ รอ รอ รอแล้วก็รอ
ไม่มี ไม่มา หรือจะนั่งแท็คซี่ดี
เพราะตอนนี้ผมหมดแรงแล้ว
ผมนั่งพิงเสาที่ป้ายรถเมล์
นั่งเหมือนคนหมดอาลัยตากอยากมาก ฮ่าๆ
แล้วพี่เขาก็โทรมา
เครื่องเขาเปิดไม่ติด
ผมก็แนะนำเท่าที่ผมจะช่วยได้
เราคุยกันนานมาก และรอลุ้นว่าจะแก้ไขได้ไหม
พี่เขาก็เป็นกังวลว่า ทำไมผมยังไม่กลับ
ถ้ารถเมล์มันนานนัก ทำไมไม่นั่งแท็กซี่กลับ
บทจะดื้อ ผมก็ดื้อซะอย่างนั้น
ยิ่งเขาอยากให้ผมนั่งแท็คซี่ ผมกลับไม่อยากนั่ง
ผมอยากรอรถเมล์ รถเมล์สายที่จะพาผมไปส่งถึงหอได้
ผมรอตั้งแต่สี่ทุ่มหน่อย จนห้าทุ่มครึ่ง
พี่เขาอยู่ในสายกับผมตลอดเวลาที่ผมนั่งรอรถเมล์
เราช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตอนนั้น
แม้ผมจะหมดแรง
แม้ผมจะเหนื่อยกาย
แต่ใจผมก็ยังอยากช่วยเขาอยู่ดี
ผมต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
สุดท้ายการแก้ปัญหาของเราก็สำเร็จผล
กว่าปัญหาเหล่านี้จะผ่านไป
ผมถึงหอตอนเกือบตีหนึ่ง
นั่งคุยกันจนถึงตีหนึ่งสี่สิบ
ผมกลับสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อปัญหาได้ถูกแก้ไขไปในทางที่ดีแล้ว
วันนี้ผมตื่นนอนเกือบเที่ยง
และอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
ผมจะต้องเอาแผ่นโปรแกรมที่กำลังจะเขียนใส่ดีวีดีไปหาพี่เขา
ไปให้ที่อนุสาวรีย์แล้วก็กลับ เพราะพี่เขาเอาไปให้ที่ร้านคอมฟอแมตเครื่องให้
เครื่องเขาจะไม่เหลืออะไรเลย
ผมเลยต้องเอาแผ่นโปรแกรมไปให้
ผมไปทำไมกันนะ
ไปเพื่อเอาแผ่นไปให้แค่นั้นเองเหรอ
ผมนั่งรถจากบางนาไปอนุสาวรีย์เพื่อเรื่องแค่นี้อย่างนั้นอ่านะ
ผมอยากไปจริงๆเหรอ
...ใช่ ผมอยากไป
ผมอยากไปเจอพี่เขา
เจอภาพรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอันนั้น
แค่นั้นก็สุขใจแล้ว
นี่สินะ
ความรู้สึกดีๆ ที่ก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นความรัก
เด็กชายแว่นแดง